หมดไฟ ในภาษาอังกฤษคือ burnout คือภาวะที่เราเหนื่อยล้าสะสมจากการเรียนหรือการทำงานเป็นเวลานาน จนไม่เหลือแรงแม้กับสิ่งที่เคยชอบ
องค์การอนามัยโลก (WHO) อธิบายภาวะนี้ไว้ 3 ลักษณะ คือ เหนื่อยล้าจนหมดแรง รู้สึกห่างเหินหรือเบื่อหน่ายกับงาน และรู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ดีเท่าเดิม
หมดไฟ ไม่ใช่ขี้เกียจ
คนขี้เกียจมักยังมีแรง แค่ไม่อยากเริ่ม แต่คนหมดไฟอยากทำ แต่ไม่มีแรงเหลือ หลายคนเป็นคนที่ทุ่มเทมาก่อนด้วยซ้ำ ไฟจึงถูกใช้จนหมด
การบอกตัวเองว่า "ต้องพยายามอีก" จึงไม่ค่อยช่วย เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความพยายาม แต่อยู่ที่พลังที่ถูกใช้ไปโดยไม่ได้เติม
ไฟที่ดับไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่ง มันแปลว่าเราเผามันมานานโดยไม่ได้เติมเชื้อ
สัญญาณที่ควรสังเกต
- ตื่นมาก็รู้สึกเหนื่อย ทั้งที่นอนพอ
- เรื่องที่เคยสนุก กลายเป็นภาระ
- หงุดหงิดง่าย หรือรู้สึกชาไปกับทุกอย่าง
- ทำงานหรืออ่านหนังสือนานขึ้น แต่ได้งานน้อยลง
เติมไฟกลับทีละน้อย
- พักแบบพักจริง การไถมือถือไม่ใช่การพักเสมอไป ลองเดิน นอน หรืออยู่เงียบ ๆ โดยไม่รับข้อมูลใหม่
- หาสิ่งที่ดูดพลัง บางอย่างลดได้ บางอย่างขอความช่วยเหลือได้ ไม่จำเป็นต้องแบกทุกอย่างคนเดียว
- หาความหมายเล็ก ๆ ถามตัวเองว่าสิ่งที่ทำอยู่ ช่วยใครหรือพาเราไปทางไหน ความหมายเล็ก ๆ คือเชื้อไฟที่ดีที่สุด
- คุยกับใครสักคน เพื่อน ครอบครัว หรือผู้เชี่ยวชาญ ถ้ารู้สึกหมดแรงต่อเนื่องนานจนกระทบการใช้ชีวิต
ลองทำวันนี้
รายการเติมพลัง กับ รายการดูดพลัง
เขียนสองรายการสั้น ๆ สิ่งที่เติมพลังให้เรา กับสิ่งที่ดูดพลังเรา ในสัปดาห์นี้ แล้วเลือกเพิ่มสิ่งที่เติมพลัง 1 อย่าง หรือลดสิ่งที่ดูดพลัง 1 อย่าง
ถ้ายังมีแรงแต่เริ่มไม่ได้ อาจไม่ใช่หมดไฟ อ่านต่อ: ขี้เกียจ ผัดวันประกันพรุ่ง อาจไม่ได้แปลว่าเราขี้เกียจ →